hippo's profilehippo | nil admirari | โ...PhotosBlogLists Tools Help
No list items have been added yet.
by 
by 
by 
by 
by 
by 
by 

๏_ู__ู๏ hippo ๏_ู__ู๏
::.:... ::.:..: :::.... :::.... ::.::::

no one can really understand another person. If we did we won't feel so lonely.
|| ไม่มีใคร สามารถเข้าใจใครได้ เพราะถ้าเข้าใจ เราคงไม่รู้สึกเดียวดาย ||
-----------------------------------------------------------
Photobucket - Video and Image Hosting
--------------------------------------------------
Free counters
--------------------------------------------------
 

Photo 1 of 8
July 27

บันทึก Seychelles ฉบับที่ 1

 
หลังจาก พยายามตั้งตัวกับสถานการณ์ ภายในที่ทำงาน และสถานการณ์ของเรื่องส่วนตัวในประเทศไทย
 
ตอนนี้ต้องพูดว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด งานที่ไม่ใช่ของเราก็ไม่ใช่งานของเรา ของ หรือ คนก็เช่นกัน ปลงซะไอ้ควายน้อย
 
 
ว่าแล้วก็มาเรื่องประเทศที่อยู่ดีกว่า แอบไปเปิดหูเปิดตามานิดนึงละ ขอบอกว่า สุดตีนจริงๆ เรื่องเล่ากับเรื่องทีสัมผัสเอง แทบไม่ต่าง
 
 
ประเทศ Seychelles ประเทศเชี้ยอะไรว่ะ เป็นคำถามแรกที่พูดขึ้นกับตัวเองทันทีที่ได้ รู้ว่าอาจจะต้องทำงานที่นี่ และเป็นคำถามแรกๆ ที่ ตม.บ้านเราจะถามคุณ เวลาจะมา เอิ้กๆ
 
เมื่อเปิดแผนที่ดู จะเห็นมหาสมุทรอินเดีย มองหาแถบ เส้นศูนย์สูตร ทางซ้ายใกล้ๆทวีปแอฟริกาใต้ โอ้ว เจอแล้ว จุดแม่งเล็กแสดๆ เหมือนมีคนเอาดินสอกดเหลาแล้ว มาทิ้มไว้
 
(อ้าว ขออธิบาย ดินสอกดเหลา นี่เป็นอุปกรณ์ในการทุจริตข้อสอบในสมัยมัธยมปลาย เอาไว้ลอกกระดาษเอ4 ลงไปในดินสอไม้
เคยมีคนสามารถ เขียนข้อความ ทั้งหน้า ลงไปในดินสอได้ด้วยแหละ)
 
 
เมื่อหาข้อมูลต่อไป คุณจะได้รู้ว่ามันเป็นเกาะสวรรค์ แต่ถ้าคุณมาสัมผัสเองจริงๆ บ้านเราจะเรียกว่าหาดสวรรค์มากกว่า
 
แต่เรื่องความสวยของเกาะนี้ ต้องบอกว่า ถ้าชอบป่า ชอบทะเล ก็คงต้องชอบที่นี่ สูดหายใจได้เต็มปอด อากาศดีโคตรๆเลย
 
บ้านเราไม่มีที่ไหนเป็นงี้แน่นอน เพราะบ้านเราถ้าอยู่ในเมืองก็มีควันพิษ ถ้าขึ้นเขาอากาศแม่งก็เบาบาง อากาศชื้นอีก
 
ถ้าลงใต้บ้านเรา ก็คงหายใจไม่ทั่วปอดอีก ใครมาที่นี่ก็คงพูดคล้ายๆกันว่าอากาศดีโคตรๆ
 
 
มาถึงเรื่องความเป็นอยู่ที่นี่ ขอบอกว่าถ้าเดินทางพ้นโรงแรมที่มาทำงานไปนิดเดียว จะพบว่า
 
ประเทศเชี้ยนี่อยู่ลำบากชิบหายเลย ของขายไม่มีสักอย่าง เดินเข้าตลาดไป จะเจอผักหลายๆชนิด อย่างละต้น ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ต้นละ สี่สิบ บาท
 
ที่พูดเนี้ยหมายถึง ต้นหอม ผักชี บ้านเราอะนะ ต้นละสี่สิบ บาท แหม น่ากินจัง
 
ที่เด็ดไปกว่านั้น คำนวนจากสายตา ถ้าเอาผักทั้งตลาดมาเทรวมกัน น่าจะได้ประมาณ สองเข่งผักบ้านเราเอง
 
เกิดคำถามขึ้นทันทีว่า แล้วคนที่นี่แม่งแดรกอะไรกันว่ะวันๆนึง บางคนแม่งก็อ้วนแสดๆ
 
อาหารแม่งเยอะสุดๆคือปลา แล้วขอถามว่า ใครแม่งบอกว่าแดรกปลาแล้วผอม มาดูคนที่นี่ แล้วจะเห็นข้อมูลอีกด้าน แดรกแต่ปลา
 
นมเป็นตูด ตูดเป็นนมเลย ขอบอก เห็นแล้วจะหนาว ขนาดประเทศนี่มีแต่ปลานะเนี้ย ถ้าแม่งมีหมู โอ้ว ไม่อยากจะคิด
 
กลับมาเรื่องราคาของ คุณจะพบของที่เหมือนของบ้านเรา ที่บ้านเราวางแบกะดิน เช่นเสื้อผ้า ที่บ้านเรา ขายตัวละ 20 บาท
 
มาทีนี่ เสื้อตัวเดียวกัน ราคาอย่างกะ band name เป็นพันแหละ ถ้าคิดเป็นเงินเรา
 
ถ้าคุณคิดว่าบ้านเราเข้ายุคข้าวยากหมากแพงแล้ว มาห็นประเทศนี้แล้ว คุณจะรู้ว่าประเทศไทย น่าอยู่แค่ไหน
 
เพราะบ้านเราถึงของจะแพง ราคาจะสูง แต่อย่างน้อยมีก็ยังมีขาย ไม่มีตังก็ไม่ต้องซื้อ
 
มาทีนี่ ตังมีเป็นหมื่นๆ แค่จะซื้อบุหรี่ซองเดียวยังหาไม่ได้ ของหมดทั้งเมือง ทุกร้าน
 
 
 
มาเรื่องคนถื่นนี้บ้าง ประชากรไม่ถึงแสน เป็นประเทศเกิดใหม่ คนพูดได้ 3 ภาษาเป็นอย่างน้อย หมายถึงเกิอบทุกคน
 
พูดอังกฤษ ฝรั่งเศษ และก็ creole ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่กลายมาจากฝรั่งเศษ คำบางคำเหมือนกันเลย
 
เป้นประเทศที่มีวันประกาศอิสรภาพเป็นของตัวเอง วันชาติอะแหละ แต่ความหมายของมัน เป็นวันประกาศอิสรภาพ
 
จะตีกับพวกแม่งตายพวกนี้ พอบอกมันว่ากูไม่มีวันประกาศอิสรภาพ มันก็ขำ
 
ประเทศไทยเรามีวันชาติตรงกับวันที่ ห้า ธันวา แต่มันเป็นวันชาติไทย ไม่ใช่วันประกาศอิสรภาพ
 
แม่งก็ไม่เกต ยังมีหน้ามาถามอีกนะว่าทำไมไม่มี แม่ง งง
 
ก็ต้องสาทยายไป ว่าประเทศกูไม่เป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจเว้ย กูปกครองตัวเองได้
 
มันก็ยังงง ก็เลยปล่อยแม่งไป ช่างมันจะขึ้นไงเรื่องของเมิง พวกมันก็จะชอบขำประเทศเรา ว่าโง่พูดอังกฤษไม่ได้
 
ก็เราไม่จำเป็นต้องพูดได้นิหว่า ประเทศเราไม่ต้องเพิ่งพาต่างชาติด้วยซ้ำเราก็อยู่ได้ ไม่เชื่อลองให้นายกเราประกาศปิดประเทศสิ
 
ของกินมี น้ำก็อุดมสมบูรณ์ ไฟฟ้าก็ผลิตได้เอง ไม่มีน้ำมันก็ไม่เห็นเป็นไรนิ การเดินทางช้าหน่อย ไม่มีใครมายุ่งก็ไม่ต้องรีบ
 
ควรภูมิใจนะประเทศเรา กับอัฟกานิศถานมั้งนะ สองประเทศในโลก เท่านั้นที่ไม่เคยโดนใครมาครอง
 
 
กลับมาเรื่องอัตราส่วนประชากร หญิง 5: ชาย 1 เป็นคนผิวสีส่วนใหญ่ มีฝรั่งเศษ กับลูกครึ่งด้วย
 
ประเทศมันจะนิยมการมีเซ็กมากๆ จะเห็นคนแต่งงานไม่เยอะหรอก แต่จะเห็นคนท้องเยอะ ห่ะๆ
 
เค้ามีพี่ที่ทำงานคนนึงเล่าให้ฟังเรื่องผู้หญฺงที่นี่ เค้าถามว่าถ้าแฟนของผู้หญิงคนนี้ไปอยู่กับชายอื่น คุณยอมได้หรอ
 
มันตอบมาว่า "ของที่เป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ถ้าของไม่ใช่ของเราก็ไม่ช่ายของเรา"
 
เกตม่ะ มันหมายความว่าผู้ชายมีเซ็กได้ตามสะดวก อยากอยู่ก็อยู่อยากไปก็ไป ฉันไม่ว่า
 
โอ้วว ชายไทยอยากมาอะดิ
 
 
สาม สี่ วันก่อนไปเที่ยวผับบ้านเค้ามา กะสาวๆสปา หุหุ
 
เจอคนบ้านเค้าเต้น ท่าเต้นในตำนาน นี่หรือคือเซ็กแดนซ์ ตากูก็มองสาวสปาชาวไทยตาปลิบๆ
 
ผู้หญิงถ้าเต้นเดี่ยวๆเอวนี่พลิ้วสุดๆ ถ้าเต้นเป็นคู่กะผู้ชาย ภาพมันจะเหมือนฟลอเต้นรำเป็นเตียงอะ
 
แก้ผ้าก็มีอะไรกันได้เลย เต้นได้ใจชิบหายเลย ยิ่งอ้วนยิ่งพลิ้ว กั๊กๆๆ
 
อ้อ แต่มาผับที่นี่อย่าแดรกเหล้าเยอะ ไม่ต้องแดรกสักหยดก็เมา ไม่แน่ใจว่าเมาเอวสาวซีเชลวา หรือว่าเมาทาง
 
เส้นทางไปผับร้อยโค้งจริงๆ ขากลับอยากอ้วกมากๆ เมาเหล้าหรือเมารถไม่รู้ จะตายเอา
 
กลับไปถ้าหาทุนได้เปิด คัชเชโล่ (ชื่อผับ) ที่ไทยแม่งเลย มันแสด เพลงโคตรแหล่มเลย
 
 
 
เอาแค่นี้ก่อนละกัน
 
ตอนนี้ความฝันเหมือน วิปปิ้งครีม เป็นนมข้นๆ ที่ต้องใช้กำลังตีมันในน้ำแข็ง ให้มันตั้งยอด
 
สุดกำลังพยายามให้ความฝันมันตั้งยอด ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่เคยคิดว่า ต้องตัดอะไรออกไปมากขนาดนี้เพื่อเดินตามฝัน
 
ไม่เคยรู้ว่าต้องใช้โอกาสมากแค่ไหน เพื่อแลกกับการได้เดินตามความฝัน เดินตามฝันมันอาจทรมาน ไม่ใช้ฝันที่หวาน
 
แต่วันนึงมันจะต้องหวาน เมื่อวิปปิ้งครีมตั้งยอด วันนั้นก็มี ฮอตฝรัต ราด ฝันคงหวานเองวันนึง
 
สองปี เส้นทางนี้อีกยาวไกล สู้ตาย ตอนนี้จะมีเธอหรือไม่มันไม่สำคัญ แต่ฉันมีฝัน และในฝันนั้นจะมีเธอ....
 
 
 
Seychelles ฉบับที่ 1 ....hippo....
 
July 22

ของขวัญล้ำค่า

 
ไม่มีของขวัญชิ้นใดในชีวิตมีค่าเท่ากับของขวัญในวันเกิดที่ผ่านมา
 
ไม่ช่ายของหรอกที่มันมีค่า ไม่ช่ายสิ่งที่ฉันเห็นหรอกที่มีค่า ไม่ใช้สิ่งที่เธอพูด
 
หากแต่มันคือความทรงจำที่แสนดี ความทรงจำที่จะทำให้ฉันรู้ว่า
 
วันเกิดปีที่ฉันอายุ ยี่สิบห้า เป็นวันที่ฉันได้รับสิ่งที่มีค่าสิ่งหนึ่งในชีวิต
 
ของขวัญที่เป็นความทรงจำ และไม่เคยได้สัมผัสมันจากที่ไหน
 
เธอให้สิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้จากใคร
 
 
 
อนาคตไม่เคยแน่นอน อย่ามองมันเป็นความผิดพลาด
 
อย่าคิดฝันว่าทำไม่ได้ อนาคตยังมีอะไรมากมาย
 
เราทำได้ทุกอย่าง ถ้าแน่ใจในความคิด
 
วันนี้ฉันอาจรู้สึกชาๆ ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานเหมือนกัน
 
แต่อย่าห่วงเลย เดินไปเดินมาสักพักก็หาย
 
 
แม้วันนี้จะมีอะไรต่างจากวันนั้น ก็หวังว่ากำแพงที่ปิดล้อมเธอจะหายไปในสักวัน
 
มีความสุขกับสิ่งที่เธอทำ ฉันก็มีความสุขกับสิ่งที่ได้รับจากเธอ
 
 
...ขอบคุณ และรอคอย หวังสักวันได้เจอ
July 12

ชีวิตต่างแดน 1

 
งงกับชีวิต ดวงอะนะอยู่ดีๆก็ได้บินออกนอกประเทศ
 
GOP  มาถึงก่อนบินแค่ 9 วัน เตรียมห่าอะไรไม่ทันสักอย่าง ไหนจะของไหนจะเอกสาร
 
เอกสารกรมแรงงาน พอไปทำเค้าบอกว่าไม่มีตรากงศุลที่ประเทศที่จะไปประทับ ส่งไปขอใหม่
 
ขอไปหลังจากนั้นก็ได้มา ไปทำอีกรอบ แรงงานบอกว่า กงศุลที่ไหนว่ะเนี้ยไม่มีในนี้นิ มันไม่ช่าย
 
อ้าวกู เอาไงดี ก็เลยถามกลับไปว่าทำไงหล่ะครับ เอางี้ละกันถ้ามีปัญหาอะไรผมบินกลับไทยเลยละกัน ไม่อยากบินไปกงศุลที่เคนย่า
 
เพราะกงศุลเคนย่าดูแลประเทศนี้อยู่ บินไปโน้นกูบินกลับไทยดีกว่ามั้ย
 
เอกสารเดินเสร็จ หายห่วง ติดอีกอัน แล้วของหละ ยังไม่ได้จัดห่าอะไรเลยสักอย่างทำไงดีว่ะกู
 
เหลือเวลาอีกสาม สี่วันเอง โน้ตบุ๊ค ขอจำเป็น ไหนจะเสื้อผ้าอีก
 
ทั้งแม่ทั้งพี่ ช่วยกันสุดๆ จัดกระเป๋าเสร็จวันที่บินเลย เพราะลูกชายมัวแต่ทิ้งทวนประเทศไทย เก็บความรู้สึกในไทยให้เต็มที่
 
 
วันเดินทางหลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จ ห้าโมงออกเดินทางไปสุวรรณภูมิ โอ้วบินครั้งแรก เที่ยวบิน สามทุ่มครึ่ง
 
เดินหาเค้าเตอร์เช็คอินถามเด็กฝึกงานว่า เค้าเตอร์เช็คอินของ Seychelles อยู่ไหนหรอ น้องมันถามกลับว่าประเทศอะไรค่ะพี่ อ้าวชิบหายละ
 
พอเดินเอกสารเสร็จ พ่อแม่ มาปะกันพอดี กินข้าว ซัดเบียร์ไปขวดนึง กันเมาเครื่อง พี่มันบอก พอเดินขึ้นมาเค้าเตอร์เช็คอินตอนทุ่มก่าๆ
 
โอ้วแม่เจ้า อย่างกะพวกอพยพ ชาวผิวสีเต็มเลย ดำๆ ขนของเพียบ
 
เบลอๆ ไม่รู้ว่าเมาหรือนอนน้อย เข้าไปตอนสองทุ่มกว่าๆ นั่งรออีกสามชั่วโมงได้ เครื่องแม่งดีเลย์ สามชั่วโมงได้ มันบอกว่าเป็นปกติ เหอะๆ
 
พอได้เวลาขึ้นเครื่องห้าทุ่มได้มั้ง นั่งรถไปขึ้นเครื่อง ถึงเครื่องก็ฮาเลยครับท่าน นั่งแปปเดียว สจ๊วตก็เอาสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดด้วยท่าทางยั่วตีนสุดๆ
 
ผู้โดยสารเต็มเครื่องมันฉีดข้ามหัว อันนี้แค่เริ่มนะ ความฮา ผมได้นั่งติดกับลุงอ้วนๆคนนึง แกทำไรเราก็ทำตามแหละ
 
ถึงเวลาอาหาร มันก็ถามว่าปลา หรือ ไก่ กูก็ไก่ก่อนเว้ย เพราะรู้ว่าประเทศมันมีแต่ปลา สจ๊วตบอกว่าอ้าวไก่หมด อ้าว
 
มันตะโกนข้ามไปหาสจ๊วตที่กำลังเสริฟอีกแถวนึง ถามว่า มีรึเป่ามั้ง เป็นภาษาบ้านมัน แล้วอีกคนก็ส่งมาให้ โดยมีผูโดยสารตรงกลางเป็นคนช่วยส่งต่อ
 
แม่เจ้าสายกาบินนี้กันเองจริงๆ ที่สำคัญ สจ๊วตมันมีแวะคุยกับผู้โดยสารเป้นระยะๆดว้ยนะเว้ย แม่งรู้จักกันเกือบทั้งลำ
 
โอ้ยเมาเครื่องบินหว่ะ จะอ้วก เลยขอไวน์ขาวมาแดรกนิดนึง แล้วตามด้วยไวน์แดง ไม่รู้เลยว่าเมาเครื่องหรือไวน์
 
ตอนเครื่องลงก็น่ากัวชิบหายเลย เห็นคนในเครื่องคาดเข็มขัดกันเกือบไม่ทัน มาถึงตีสองเห็นจะได้ถึงได้ไงว่ะเนี้ย
 
 
มาถึงนั่งรอกระเป๋ากว่าจะมา กดไปเกือบชั่วโมง รอแทบหลับ ขนาดมีลำเดียวนะที่จอดอยู่รอนานมากๆ
 
 
ออกมาได้แบบไม่มีใครตรวจห่าอะไรเลยสบายๆ มีสาวสปามารับสามสี่คน ค่อยรู้สึกดีหน่อย
 
นั่งรถแท๊กซี่มาโรงแรม มาที่ห้องพักพนักงานโอ้วเมตไม่อยู่ นอนสบายๆ ตื่นมาวันที่สิบเก้า ทำงานเลย
 
แต่จีเอ็มไล่กลับบอกว่ากลับไปพักก่อนค่อยมาพรุ่งนี้ อะนะ
 
ทำงานไปสองอาทิตย์เห้นแต่ปัญหา ทั้งของเราทั้งของโรงแรม ไม่น่าเชื่อว่านี่คือโรงแรมห้าดาว
 
ห่วยแสดเลยแหละ งานไร้ระบบโดยสิ้นเชิง ทำกันเอาตัวให้รอดไปวันๆ ครัวแย่งของกันใช้ ไม่ต้องเบิก
 
ดีก็ตรงที่อาหารพนักงานแม่ดีกว่าอาหารแขกที่มาพักอีก ก็แม่งเอาของที่ต้องขายมาใช้หมด
 
ทำงานลำบากชิบหายเลย มาอาทิตย์ที่สาม เจอปัญหาใหญ่โคตร งานหนักสุดๆ วันจันทร์ที่แล้ว
 
แขก ห้าสิบคน ในครัวมีคนสามคน จานไม่มี ทำไงดีว่ะ มีเซต 14 คน ด้วย จานขาดทำไงว่ะ
 
จีเอ็มแม่งก็มาช่วย ช่วยให้งานยากขึ้น เลยถามแบบกวนตีนไป ใช้จานไม่เหมือนได้ป่ะ รู้ทั้งรู้ว่าไม่ได้แต่อยากถาม
 
แกบอกว่าไม่ได้ อืมก็รู้ ก็เลยบอกต่อไปว่าก็ฉันไม่มีจาน แกบอกว่า ฉันไม่สน คุณต้องหามา คราวนี้ละครับ
 
งานแม่งมั่วชิบหายเลยแหละ ไม่รู้หัวรู้หางเลย มั่วกระจาย แม่งไม่มีใครมาช่วยเลยตอนแรก แต่พอจีเอ็มมา
 
แม่งมากันทั้งครัว เชื่อเลยคนเรา ไม่เคยเห้นเลยระบบการทำงานแบบนี้ ครั้งแรก และของให่เป็นครั้งสุดท้าย
 
พริกขาด คะไคร้ไม่มี ม่ะกรูดเน่า จะทำอาหารไทยยังไงว่ะ อันนี้ยังโอเค จานก็ต้องหาเองอีกสุดๆ
 
เกือบตัดใจเลิกแล้วเนี้ย แต่ถ้าวันนี้ผ่านไปได้ วันต่อไปก็ต้องได้ ทำให้หน้างานเราดีก็พอ อย่างอื่นค่อยว่ากัน
 
วันนี้ยืนตำแหน่งเดิม ทำงานโอเคขึ้น ปัญหาน้อยลง ทุกอย่างผ่านไป ถึงมีอารมณ์จะมาเขียนเนี้ยแหละ
 
เราก็แค่ทำในสิ่งที่ฝัน เดินตามมัน ที่นี่อาจไม่ช่ายที่ที่เหมาะจะเริ่มแต่เริ่มไปแล้วก็ถือว่าจะต้องไปต่อ
 
ไม่เจอสิ่งที่ดีตอนนี้ แต่พรุ่งนี้ต้องดีกว่า ตอนนี้มองเห็นข้อผิดพลาดของที่ทำงานและของตัวเอง
 
เชื่อว่าถ้าศึกษามันไประยะนึงก็คงสามารถทำกิจการตัวเองได้ แค่อุดช่องว่างที่เราเห็น เป็นที่ที่น่าศึกษาปัญหาจริงๆ
 
 
เด๋วกลับมาเล่าเรื่องความาเป็นอยู่ดีก่าฮาแสดๆขอบอก รูมเมตกลับมาแล้วด้วย ยิ่งกว่าพ่ออีก
May 06

แสงสว่างผ่านขวด

วันนี้วันที่มิตรภาพกลับมาสู่ชีวิต กรอบรอบๆตัวเองเริ่มหายไป

วันที่ได้รู้ตัวเองว่า นี่เรายังเป็นมนุษย์ธรรมดา เป็นสัตว์สังคมธรรมดา

สิ่งพื้นฐานที่ปัจเจกพึงมีคือ สัมพันธ์ สังคม เงิน อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าสิ่งที่มันควรจะเป็น

เกิดเป็นม่ะม่วงก็โตมาเป็นมะม่วง

ก็แค่หวังว่าจะได้เกิดเป้นถั่วเขียว โตมาจะได้เป็นถั่วงอก

สุดท้ายมันก็ได้แค่คิด


เรื่องมันเกิดขึ้นในร้านเหล้าร้านนึง ไม่รู้อารมณ์ไหนเหมือนกัน กินเหล้ายังมีอารมณ์จะคิด

คนเรามีเหตุผลอะไรที่ไปร้านเหล้าเคยนึกกันมั้งป่ะ เหตุผลของคนอื่นๆนอกจากตัวเอง

บางคนไปหาหญิง บางคนไปหาหนุ่ม บางคนไปหาปัญหา บางคนไปสร้างปัญหา

บางคนไปจบปัญหา บางคนไปเช็คหน้าตาตัวเอง บางคนไปเต้น บางคนไปเมา

บางคนมาบ้า บางคนมาล่า บางคนมาหางาน บางคนมาหาตัง บางคนมาทำบุญ!!

บางคนไปฟังเพลง บางคนแค่พาใครบางคนมา บางคนไปฉลองอะไรสักอย่าง

บางคนไปกินข้าว บางคนไปคุยงาน บางคนก็แค่ไปดู บางคนไปนั่งหลับ

บางคนก็แค่ขี้เกียจอยู่บ้าน บางคนก็มากะเพื่อนเพราะอยู่ห้องคนเดียวไม่ได้

แต่บางคนก็มานั่งอยู่คนเดียวกินเหล้าเมามาย ฯลฯ

ตัวผมเอง เพื่อเจอเพื่อคุยกับเพื่อน ระบายอะไรบางอย่างออกไป

แล้วกรอกเหล้าเข้าไปดับความคิดตัวเองลงไปทีละส่วนๆ


เห็นป่ะว่า คนเรามันเป้นสัตว์สังคมขนาดไหน

ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอะไรในการมา จุดหมายแรกของแต่ละคนก็คือร้านเหล้า

เอ้างง!!!


สรุปไปเลยขี้เกียจคิดละ

ถ้าเป้าหมายในการมาร้านเหล้า คือเป้าหมายในชีวิต แล้วร้านเหล้าคือสังคม

---

คนแต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตต่างกันแค่ไหน

จุดเริ่มที่เล็กที่สุดก็ต้องเป็นความสัมพันธ์ เป็นสังคม หรืออะไรสักอย่างที่ไม่ใช่แค่ตัวเอง



ผมว่ามันแปลกดีนะ  เคยถามตัวเองตลอดว่าทำไมต้องมีสังคม

ไม่เคยคิดว่าคำตอบตัวเองจะไปอยู่ในที่ที่คุ้นเคย

อาจเพราะปกติ ไปเมาแล้วกลับ หลับแล้วก็ลืม

ในช่วงเวลานี้ที่ความคิดเกือบจะ shot down ตัวมันเอง

ก็ดันเจอคำตอบของความสงสัย


เราเดินไปพร้อมกับสิ่งนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องตัดอะไรเลย

ชีวิตมันก็เหมือนการไปร้านเหล้า ไม่ว่าจะไปเพื่อหวังอะไร

ไม่ว่าจะสมหวังในสิ่งที่หวังหรือไม่ มันก็เป็นการพาตัวเองไปหาโลก

ได้กินเหล้าเหมือนได้กินประสบการณ์ ได้เห็นเหตุการณ์ ได้พบประสบการณ์



ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ นั่นแหละสังคม ทำให้คนได้เรียนรู้ตลอดเวลาไม่มีวันสิ้นสุด

ถึงเป้าหมายจะต่างกัน แต่วิธีการที่เราเลือกไม่เคยต่างกันเลย... สังคม...
February 18

สุขใจในอาหาร

เรื่องน่าดีใจอีกเรื่องในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา

ความสุขที่ได้รับจากการทำอาหารให้ใครสักคนได้ทาน (ไม่ได้หมายถึงแฟน เพราะไม่มี)

สืบเนื่องมาจากการไปเรียนอาหารยุโรป อาหารที่ต้องบอกว่าแทบจะไม่ได้สนใจเลยทานได้และได้ทานจิงๆแล้วชอบก็ไม่กี่อย่างส่วนใหญ่ก็เป็นจานเนื้อสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสเต็ก ชอบมากๆ
แต่ก่อนหน้านี้ผมทำครั้งไหนก็ตามซอสที่ใช้ก็เป็นซอสม่ะเขือเทศธรรมดาๆ ส่วนเนื้อก็ใช้หมูน้อยธรรมดาๆ
แต่หลังจากไปเรียนก็บ้าพลังซื้อเม็ดพริกไทยสด วิปครีม แล้วก็เนื้อ ที่สำคัญคนอร์สูตรเนื้ออีกก้อน ห่ะๆ
กำลังดูถูกอยู่อะดิว่า เก่งนัก ทำไมใช้คนอร์ ตอบได้เลยว่าไม่เก่ง ไม่สามารถทำ
brown beef stock เองที่บ้านได้ บ้านไม่มีเตาอบนั่นเอง

ทำเสร็จออกมาหน้าตาดูดีใช้ได้แต่เหนียวชิบหายเลย มืดฟันเลื่อยยังเอาไม่อยู่
เพราะผมใช้เศษเนื้อนั่นเอง แล้วบ้าพลังทอดเป็น medium rare เนื้อดิบๆก็เหนียวอยู่แล้ว
พอโดนความร้อนไปนิดนึง พังผืดที่ติดตามเศษเนื้อมันก็ยิ่งเหนียว สุดท้ายทนไม่ได้
ต้องไปทำให้สุก เอาไปเวฟอีก5นาที ว่าห้าห้า แค่นี้ก็อร่อยแล้ว


อีกเมนูสตูว์เนื้อ โหะๆ สูตรฮิปโปเองครับท่าน มันก็ต่อยอดมาจากเศษเนื้อของอันบนอะแหละ
เนื้อมันเหนียวจัดจิงๆ ประจวบกับพึ่งได้เรียนการทำสตูว์ไก่มา คิดว่าน่าจะอร่อยเหมือนกัน
ก็เลยจัดการหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ แล้วก็เอาไปผัดเนย จากนั้นก็เอาออกใส่หม้อ ใส่เนยในกระทะเดิม
ใส่หอม ผัดๆๆ กลัวว่าจะไม่เปรี้ยวทำไงดีเพราะในสูตรมันใส่ไวน์ขาว เปรี้ยวได้ใจ เราจะทำไงดี
บ้านมี อสร. อาจช่วยได้ ใส่ไปสักนิดนึง กลัวมีกลิ่นก็ผัดให้กลิ่นหายนิดนึง
แล้วก็ใส่ซอสมะเขือเทศธรรมดาๆลงไปนิดนึงผัดๆๆ พอดีชอบความเผ็ดแอบใส่ซอสพริกไปด้วย
ได้ทั้งเผ็ดทั้งเปรี่ยวได้สองต่อเลยสบาย ผัดไปอีกนิดแล้วก็ใส่แป้งเค้กลงไป

พอดีว่าซื้อแป้งเค้กเตรียมมาทำแพนเค้กแต่ว่า...ใช้ทำสตูว์ก็แล้วกัน

ใส่แป้งพอประมานผัดๆๆๆๆ แล้วก็ค่อยๆเทน้ำลงไปนิดนึงคนให้แป้งละลายอย่างให้เป็นก้อน
แต่ผมชอบเป็นก้อนเลยเทหมดเลย จะได้มีอะไรให้เคี้ยว ไม่รู้จะบอกทำไมเหมือนกัน หุหุ
จากนั้นเทใส่หม้อเนื้อ โยนใบกระวานใส่ไป4-5ใบตั้งไฟแรงให้เดือด เบาไฟปิดฝา

รอไปเหอะ เกือบชั่วโมง เดินกลับมาดูอีกที โอ้วติดหม้อๆทำไงดีๆ

อย่างที่บอกอุปกรณ์มันไม่มีหม้อก็หม้อไทยเล็กธรรมดาๆก้นไม่หนาทำไงดีกว่า
นึกขึ้นได้ว่ามีหม้อที่เป็นชั้นล่างสุดของซึ้ง นึกออกกันมั้ยเนี้ย
ไม่เป็นไรช่างมันเอาเป็นว่าเป็นหม้อที่ใหญ่กว่าใบเดิม

ก็เลยเอาหม้อใบน้นมาใส่น้ำแล้วก็เอาหม้ออีกใบมาวางไว้ โหะๆ ฉลาดจิงๆกู แค่นี้ก็ไม่ติดแล้ว
รอไปอีกชั่วโมง เนื้อเปื่อยได้ที่กำลังกินอร่อยเลย
อ้อแอบใส่เม็ดพริกไทยสดไปด้วย โหะๆคิดว่ามันคงเข้ากัน
แถมท้ายด้วยซอยผักชีกับโหระพาใส่ลงไปอีก โหะๆ

ผมว่าอร่อยนะไม่รู้คุณคิดว่ามันกินได้เป่า ห่ะๆ อย่างน้อยผมก็กินหมดแหละ

จริงๆเรื่องที่จะบอก ไม่ใช้วิธีทำอาหารหรอก พอดีนึกขึ้นได้เลยพิมพ์ไปตามที่นึกได้

ความตั้งใจจริงๆจะบอกว่าถ้าคุณชอบทำอาหารคุณตั้งใจจะทำให้ใครกินหรอ

ส่วนตัวผมแล้ว

คนแรกที่ผมตั้งใจจะให้ทานคือตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าผมชอบทานอะไร
นั่นหมายถึงผมต้องทำทานเองที่บ้านได้ เหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง
แต่ทำได้ทุกอย่างที่ชอบก็พอ

คนที่สองที่ทำให้กินคือครอบครัว ไม่รู้ว่าผมกลายเป็นพ่อครัวประจำบ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่
รู้ตัวอีกทีก็ต้องทำทุกที แม้จะขี้เกียจแค่ไหนก็ตาม จำได้ว่ามีวันนึงทำปาท่องโก๋ทิ้งไว้ตั้งแต่เช้า
แม่กลับมาทานตอนเย็น อย่างเหนียวแต่มันก็หมด ไม่รู้ว่าเสงสารหรือว่ามันอร่อย
แต่ปาท่องโก๋มันพิเศษด้วยนะ เพราะทำจากซาวโดว์ เปรี้ยวนิดๆ เอิ้กๆ เรื่องของเรื่องคือหมักนาน

จิงๆคนที่สามคงต้องเป็นแฟนหรือคนรัก แต่พอดีไม่มี แต่ยังไงที่เคยมีมามานก็ได้กินหมดแหละ

คนที่สี่คือคุณทุกคน ทุกคนบนโลกนี้ ถ้าทำได้อยากให้เป้นอย่างนั้น ยิ่งถ้าทำมาแล้วได้รับคำชม
หรือติที่สามารถแก้ไจให้ทุกคนได้ทานมันก็จะเป็นอะไรที่ดีมาก

ล่าสุดไปที่ไปเรียน เชฟที่สอนสองคนชิมแล้วก็บอกว่าดี ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีกับบุคคลในกลุ่มที่สี่
เพราะเชฟคนแรกเป็นชาวสวีส ชาวโรงแรมคงรุ้ดีว่ามีจะดีแค่ไหนถ้าคนสวิสชม
เชฟอีกคนก็เป้นผู้มีตำแหน่งในสมาคมเชฟ สุดยอดแล้วคับ แค่นี้ก็ดีมากมาย

มีความสุขจนวันนี้ ความอยากทำอาหารกลับมาแล้ว หลังจากที่สูญไปในช่วงนึง
ที่เหลือก็ทำความอยากที่เป็นฝัน สร้างมันออกมาให้เป็นความจริง
เกือบถึงเวลาที่ต้องทำอาหารให้คนกลุ่มที่สามทานแล้วอีกแค่เดือนเดียวเอง สู้ๆ

ปล.ไม่ได้บอกว่าไปเรียนการทำอาหารยุโรปนะ แต่บอกว่าเป็นการเรียนอาหารยุโรป มันไม่เหมือนกัน เพราะว่ามันไม่ช่ายแค่ทำอย่างเดียว มันมีอะไรลึกและน่าสนใจกว่าการทำเยอะ
February 16

อาหารเช้าวันนี้

 
ลั้นลา สองสามวันมานี้ มีอารมณ์หว่ะ อารมณ์อยากทำอาหารยุโรปที่อุตสาห์ไปร่ำเรียนมา เสียเวลาไป ไม่อยากให้มันเปล่าประโยชน์
 
เริ่มจากเมนูอาหารเช้าที่แสนง่าย ที่เห็นจากหนังเรื่อง V for vendetta แล้วชอบใจมากๆ ชื่อเมนู มีไข่อยู่ในตะกร้า (Egg in a basket) เห็นแล้วอยากลองกินมากๆ
 
สูตรอาหารแสนง่าย ขนมปังปอน์ดแผ่นนึงเจาะเท่าไข่แดงหรือใหญ่กว่านิดนึง เนย ไข่ จบละ หรือจะใส่ชีสเพิ่มก็ได้ อร่อยดีเหมือนกัน
 
วิธีทำก็อย่างที่บอกเจาะรูปขนมปัง ตั้งกระทะ ใส่เนย วางหนมปังลงไป ตอกไข่ใส่ ปรุงรสเกลือ พริกไทยตามเสต็ป ทอดไฟเบาๆ นานหน่อยแต่อย่างน้อยมันจะได้สุกก่อนที่จะไหม้
 
บ้านใครมีเตาอบ ย้ำว่าเตาอบนะครับ ก็ดีเลย ทำเหมือนกัน แต่ไม่ทอดละ แค่หยอดเนยลงตรงกลาง ตอกไข่ใส่ ปรุงรส แล้วเข้าอบเลย หร่อยๆๆ ถ้าใส่ชีสอีกนะยิ่งสุดยอดๆ
 
ผมบอกว่าเมนูเช้านะแต่ผมกินครั้งแรกตอน สี่ ทุ่ม กว่าๆ ส่วนเมนูที่สอง เฟรนโทส ธรรมดาๆ แต่ดัดแปลงจน.. จะบอกว่าไงดี ก็ทำเหมือนปกติอะแหละ
 
แต่พอดีบ้านไม่มีน้ำผึ่งกะ ไอสซิ่ง เลยโรยน้ำตาลลงไปแทน หึหึ รสออกมา ก็คล้ายๆขนมปังทาเนยอะแหละ แต่ว่าต่างกันตรงที่กินแค่ชิ้นเดียวก็อิ่มแล้วอะ ทั้งไข่ทั้งนมทั้งหนมปัง อิ่มสุดๆ
 
วันนี้อยากลองทำสเต๊กกินดูบ้าง เลยซื้อเนื้อมา เศษเนื้ออะ พอดีม่ะมีตังและฟันก็ยังดี ยังไม่ได้ลองทำ เด๋วทำแล้วจะมาบอกละกันว่าดีเป่า หุหุดัดแปลงสูตรตามประสาคนจนๆ
 
 
ปล. กินเนยวันละ100 g ไม่อ้วนก็ไม่รู้จะบอกว่าไงแล้วเนี้ย เอิ้กๆๆๆ จะมีแฟนมะเนี้ยชาติเนี้ย มีคนบอกว่าคนอ้วนมีอุปสรรค์ในการมีแฟน ไม่ต้องบอกนะว่าเรื่องอะไร
 
ผมเลยเถียงไปว่า ออกจะดีมีแรงกดทับเพิ่มขึ้น หุหุ พูดเผื่อไว้ เพราะยังไม่อ้วนถึงขั้นนั้น แค่อวบๆตอนปลายๆ
February 03

ดื่มให้วันที่ 3 กุมพา...

 
ดื่มให้กับวันดีๆ วันที่ผมไม่ควรเห็นในสิ่งที่เห็น รู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ เจอในสิ่งที่ไม่ควรเจอ และสุดท้ายได้ทำในสิ่งที่ไม่สมควรจะทำ
 
อยากให้ในชีวิตรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดสักเพียงครั้ง ให้สิ่งที่พบเจอมันคงเป็นเพียงแค่ฝันไปได้บ้าง
 
มีการ์ตูนเรื่องนึงได้บอกไว้ว่า "นายพบเรื่องเลวร้าย เพราะว่านายมองแต่สิ่งที่เลวร้าย"
 
เพราะผมไม่เคยมองตัวเองมาก่อน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เคยรู้จักตัวเอง
 
ก็คงใช่ ทุกวันนี้ก็มองแต่คนอื่น วันๆแทบไม่ได้หันมองกระจกเลย
 
ผมอาจจะเคยรู้จักตัวเอง แต่ผมก็อาจจะกำลังวิ่งหนีมันก็ได้ พวกคุณจะรู้อะไร ในเมื่อไม่เคยอยุ่ในที่ที่ผมยืนอยู่
 
ไม่เคยเห็นในสิ่งที่ผมมองเห็น วันนี้เป็นวันดีวันนึง วันที่ผมจะจดจำมันไว้ และเป็นวันที่ผมพยายามจะลืม
 
คุณจะรับรู้ในสิ่งที่คุณไม่เคยเห็น สิ่งที่ผมไม่เคยทำ สิ่งที่ผมไม่เคยเป็น นั่นคือสัญญา
 
 
ปรัญญาที่ผมเคยเรียนรู้จากอาจารย์คนนึงในสมัยที่ผมตั้งใจเรียน คือ
 
"การให้ทุกครั้งย่อมต้องการผลตอบแทน (ย้ำว่าทุกครั้ง) ไม่ว่าจะทางตรงหรือจะทางอ้อม"
 
คุณอาจจะเถียงว่ามันไม่จริง แต่ท้ายที่สุดคุณก็ต้องยอมรับมัน เช่น
 
วันนึงคุณมีแฟนคนนึงที่คุณรักมาก คุณอาจจะยอมทุกอย่างแม้แต่ตายเพื่อเค้า แต่เคยรู้มั้ยว่าจริงๆแล้ว ที่มันเหมือนว่าทำเพื่อคนอื่น
 
แต่ที่สุดแล้วมันก็คือการทำเพื่อตัวเอง อย่างน้อยที่สุดก็คืออยากให้เค้าเห็นบ้าง เห็นว่ามีคุณอยู่ หรือ
 
บางครั้งที่ทำบุญ หวังผลบุญในชาติหน้า หรือจะชาติไหนก็เหอะ มันก็คือหวังผลกับตัวเอง หรือจะบอกว่าไม่หวังอะไรเลยก็ถูก
 
แต่ถามจริงนะ และผมก็ถามมาหลายคนแล้ว ว่าทำบุญไปทำไม คำตอบที่โง่ที่สุดก็คือ
 
ทำแล้วสบายใจ ไม่หวังอะไรตอบแทน สบายใจนั่นแหละ ผลตอบแทนที่คุณต้องการ
 
หารู้ไม่ว่ามันช่างขัดแย้งกับคำตอบซะเหลือเกิน ทำแล้วสบายใจ นั่นแหละสิ่งที่คุณหวังว่าจะได้หลังจากทำบุญ
 
ก็อย่างที่บอก ที่เกรินมา การทำอะไรเพื่ออะไร มันเป็นหลักการ และเหตุผล เหตุทำให้เกิดผล
 
ทำดีให้ใคร ทำอะไรกับใคร ก็ย่อมหวังผลตอบแทน แม้ผลนั้นจะไม่ได้เกิดกับตัวเองก็ตาม แต่มันก็ต้องมีผลอยู่ดี
 
 
 
คำถามพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนหลายๆคนที่ยังไม่เจอ สถานการณ์ที่เรียกร้องบุญคุณ เช่น
 
ทำไมกูทำได้ เมิงทำไม่ได้ว่ะ ทำไมกูไปได้เมิงไปไม่ได้ว่ะ เค้ามากันหมดทำไมไม่มาว่ะ ประโยคกดดันทั้งหลายนั่นแหละ
 
มันเป็นการทวงบุญคุณ หรือจะพูดให้ดูดี มันคือการทวงสิทธิ โดยชอบธรรม หลายคนอ่านแล้วจะมองเห็นภาพ หลายคนไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกนั้น
 
มันอยู่ที่ ประสบการณ์ของแต่ละคน มันอยู่ที่ประสบการณ์ของคุณที่จะรับรู้ความหมายที่ผมอยากบอกหรือเป่า ส่วนผมเองรับรู้ในสิ่งที่เห็นแล้ว
 
 
 
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะรับรู้ และผมยินดีในสิ่งที่ผมเห็น มันเป็นทางสู่ประสบการณ์ที่ผมต้องเจอ และผมก็ได้รับรู้ว่า อย่าทำอะไร เพื่ออะไร
 
อย่าให้มันมีคำถามนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง จงบางอย่างเพื่อตัวเอง เท่านั้น เพียงเท่านี้ คำตอบจะอยู่ในมือเรา ในทุกๆคำถาม โดยไม่ต้องตั้งคำถามกับคนอื่น...
 
 
ps. เขียนไปน้ำตาก็จะไหล ไม่คิดว่าวันนึงจะได้พบสิ่งนี้กับคนที่ ... เป็นคุณ..
 
จงตัดสินใจ ก่อนที่ผมจะ... ตัดสินคุณ...
January 26

เรียนภาคปฏิบัติวันแรก

 
ว่าห้าห้า ทำเมนูอาหารเช้าครับท่าน สูตรมันก็ไม่มีอะไรเลย basic สุดๆ เคยทำมาแล้วตอนฝึกงาน
 
แต่ให้ตายเหอะ ประเดิม 3- 4 เมนู
 
เริ่มต้นด้วย
 
Scramble Egg เมนูไม่น่ามีอะไร เอาไข่ใส่นมสด ใส่ เกลือ พริกไทย ใส่ไข่ไปกี่ฟอง ก็ใส่นม 1 ช้อนโต๊ะ ต่อไข่ 1 ฟองไม่มีอะไรจิงๆ
 
ทำเสร็จส่งปุ๊บ มีอะไรทันที 1 สีไม่ได้นะเนี้ย สุกไปด้วย อาจารย์ตักเข้าปากคำนึง โอโหพริกไทย 55+
 
อาจารย์ผมขอโทด กูทำพริกไทยหก ห่ะๆ
 
 
เมนูต่อไป ฯ
 
Omelet อันนี้ซิเด็ด สูตรเดียวกะ Scramble เด๊ะๆ แต่ต้องพยายามให้มันเป็นเหมือนลักบี้ แต่จริงๆมันคือเหมือนพระจันทร์
 
แต่ยังไม่เห็นใครทำเหมือนเลยแม้แค่อาจารย์ หุหุ
 
เมนูนี้สำหลับผมน่าจะเบสิกมากเพราะว่าตอนฝึกงาน ลองหัดม้วนไปเยอะ จริงๆ ก็ไม่มากเท่าไหร่นะ แค่ไข่ 2-3 แผงเอง
 
ฝึกงานก็ทำได้นะ แต่มาเรียนอีกที ทำไม่ได้แฮะ รู้สึกมันยากไปเลย ตอนฝึกงานทำให้แขกกินมันก็แค่ ทำให้สุก และเป็นลักบี้
 
แต่พอมาเรียนเป็นจิงๆจังๆ ต้องทำให้เหมือนสุก ไข่ไม่เปลี่ยนสีมากจนเหลืองน้ำตาล แต่ข้างในลักบี้ต้องเยิ้มๆ
 
คำถามเลย จะทำไงให้ม้วนไข่ไม่สุกให้เป็นรูปร่าง ใครไม่เคยทำอาหาร ก็ลองนึกๆดูเองนะ แต่คนเคยทำคงรู้ ว่าต้องทำให้มันเซตตัวนิดนึง
 
แต่ถึงรู้แล้วผมก็ว่ายากอยู่ดี อาจารย์ยังว่ายากเลย แล้ววันนี้ตอนทำ อาจารย์เดินมาเป็นตัวเร่งปฏิกริยาอีก จากคนโล๊กๆอยู่แล้ว
 
อาจารย์เดินมาแล้วก็พูดกดดันว่า "กลับเลยๆ เออเร็วๆ เด๋วไหม้ เออนั่นแหละ จะได้แล้ว อีกนิดนึง เร็วๆ" เป็นระยะๆ โล๊กโคตรๆ
 
จากทีมันจะได้ อ้าวชิบหายแล้ว ไข่หก หกไปเป็นช้อนๆเลย เหอะๆ แต่ก็กลมเป็นลักบี้เว้ย ห้าห้า
 
เหมือนเดิมใส่จาน ส่งอาจารย์ อันนี้ไม่ต้องชิมครับ แค่เอาส้อมผ่ากลาง ดูความเยิ้ม ใช้ไม่ได้ครับท่าน แม่งสุกไปเยอะเลย เยอะกว่าที่ตั้งใจเยอะมาก
 
ไม่รู้จะโทดใครเลย ห้าห้า เอาน่าอย่างน้อยอาจารย์ก็ให้ผ่านๆมาแล้วแหละ
 
 
เมนูต่อไป
 
French toast หนมปังชุบไข่นั่นเอง อันนี้ได้ความรู้ใหม่ เพิ่งรู้ว่ามันเป็นของหวาน 55+ ก็นู๋ไม่รู้นิเห็นที่โรงแรมที่ไปฝึกงานมา ทำออกมาแล้ววางกับของคาว
 
สูตรมันก็ง่ายสุดๆ หนมปัง ตัดหรือไม่ตัดขอบก็ได้ ตามสบาย ไข่3  นม3Tbsp อบเชยผง น้ำตาล2 tsp เกลือนิดนึง ตอนเห็นสูตรตกใจเล็กน้อยใส่น้ำตาลด้วยไม่เคยเห็นจริงๆ
 
จริงๆใช้ French Bread หนมปังฝรั่งเศษแข็งที่เหมือนจะกินไม่ได้มาทำ เป็นที่มาของ ชื่อมันนั่นแหละ ก็ดูแล้วมันก็เหมือนไม่มีอะไรเนอะ
 
แต่ทำไมเราทำทุกทีต้องโดนด่าเรื่องสีตลอดเลย เหอะๆ เป็นคนชอบทำของสุก หรือของดิบไปเลยอะ ก็นึกว่าทำให้กระทะก็ต้องเหลืองทองดิ ถ้ามันเป็นน้ำๆก็ไม่สุกไม่ช่ายหรอ
 
แต่จริงๆแล้วมันต้องเกือบสุก และเกือบดิบด้วย เหอะๆ พูดง่ายๆว่าเหลืองนิดเดียว แล้วขึ้นเลย กินได้ (กินได้จิงอะเป่าก็ไม่รู้เหอะๆ)
 
อีกเมนู
 
Pancake แปลตรงตัวคับ เค้กกระทะ ตรงไปเป่าหว่า เพิ่งเรียน compound noun มาต้องถูกดิ ห้าห้า แปลซะน่าแดรกชิหาย
 
สูตรก็ชิวๆ [แป้งเค้ก 150 g ผงฟู 1 tsp] สองอย่างพอของแห้ง เอาไปร่อนซะ แป้งเค้กร่อน แป้งปังไม่ต้องร่อนเชฟนกหวีดสอนไว้
 
[ น้ำตาลทราย 2 Tbsp ไข่ 1 ใบ ] ไข่กะน้ำตาลตีกันก่อน เอาให้เกือบๆละลายหมดก็พอละ ละลายหมดได้ก็ดีเชฟคนเดิมเคยบอกไว้
 
จากนั้นเอานมใส่ไป 125 ml โยเกิสอีก 125 ml เนยละลาย 25 g เกลือนิดนึง ตีให้เข้ากัน เอาให้มันมือแหละสบายๆ แล้วค่อยไปผสมกะของแห้งที่เตรียมไว้
 
ตีอีกนิดหน่อยไม่ต้องเยอะ แป้งเค้กผสมอะไรก็ไม่ต้องไปคนเยอะ เพราะว่าถ้าคนก็ไม่รู้ว่าจะร่อนทำไมตอนแรก ถูกป่ะ
 
เสร็จแล้วพักไว้ ในตู้เย็นนิดนึง ให้มันเซตตัว แป้งดูดน้ำหรือน้ำดูดแป้งม่ะรู้ เสร็จแล้วมาทอดแบบไม่ต้องใส่น้ำมันใช้ Non-strick pan แทน ง่ายดี
 
อุ้ย พูดว่าง่ายอีกแล้ว พอทำจริง จะบอกว่าสูตรแม่งง่ายมาก มันมายากตอนเอาลงกระทะเนี้ยแหละ แม่งไม่คุ้นไฟเอาซะเลย ไม่สามารถทำให้สีเท่ากันได้
 
ตอนส่งโดนด่าอีกเช่นเคย เวงกำกู 4 เมนู อาหารเช้า โดนทุกจาน ห้าห้า
 
 
ความยากของทุกเมนูอยู่ที่กระบวนการทำล้วนๆ เพราะที่เป็นสูตรนั่นมันกระบวนการเตรียม ถ้าไม่คุ้นเคยทำไงก็ไม่นิ่ง อย่างผมอะทำตามที่ผมอยากกิน กินไม่ได้ทิ้ง เอิ้กๆ
 
 
ขอบอกว่ายังเอ๋ออยู่สงสัยเจอของแข็งๆไปก่อน ตอนทำงานกะเชฟ พอมาเรียนเลยยังติดอยู่ สับสนและเริ่มมองตัวเองว่าเหมาะกับงานนี้อะเป่าแล้วนะเนี้ย
 
แต่มันก็ดีที่นี่เป็นการเรียนเพราะว่ามันยังไม่จริงจังมากมายเท่าที่เคยทำงาน แต่ไม่น่าเชื่อว่ายังสั่นๆอยู่จริงๆนะเนี้ยขนาดแค่เรียน กลัวอาหารไม่รู้จะแก้หายเป่า
 
ถ้ามันแก้ไม่หาย หาทางไปไม่ได้ ก็คงต้องล้มเลิกแผน แต่ยังไงก็ยังมีเวลา ประเมินตัวเองก่อนนิดนึง แต่ดูทำอะไรก็ช้าๆเอ๋อๆไปหมด
 
คราวหน้าต้องท่องสูตรไปก่อน จะได้ไม่ยืนเอ๋ออีก หุหุ ประสาทจะแดรก ใกล้คำว่าบ้าเข้าไปทุกวันละคับ
January 25

ติดปีก

 
มองในแง่ดี หมดพาระแล้วซินะ ไม่ต้องห่วงอะไรอีกต่อไป
 
ไม่ต้องมองหาคนใกล้ตัวที่ต้องดูแล ที่ต้องแคร์
 
พ่อเคยพูดกับผมว่า ถ้าทำงานได้ก็ไม่จำเป็นต้องมาดูแลพ่อแม่ เพราะว่า
 
พ่อและแม่เป็นข้าราชการทั้งคู่ มีเงินกินไปตลอดแม้จะเกษียญ
 
คือพ่อเค้าพูดในเชิงเงิน คือไม่ต้องหาเงินมาเลี้ยง เค้าเลี้ยงตัวเองได้
 
แล้วก็กลับมาสู้ประโยคเดิมๆ เมิงเอาตัวเองให้รอดเถอะ ไม่ต้องมาห่วงฉัน ห่ะๆ
 
ช่วงสอง สาม เดือน ผ่านมา ได้ยินบ่อยชิบหายเลยคำพูดเนี้ย
 
 
ก็กลายเป้นว่าหาเงินเลี้ยงตัวเองพอนั่นเองไม่ต้องหาเผื่อ ก่อนหน้านี้ห่วงเรื่องบ้าบอ
 
กัวไม่ได้เจอเพื่อนในช่วงเวลานี้ สรุป ก็ไม่เจออยู่ดี เหอะๆ อุตสาห์เลี่ยงโน้นนี่ เลี่ยงงาน
 
สุดท้ายมีนก็ depend on my friend without me.
 
วันบางวันคนที่อยากเจอที่สุดอาจจะเป็นเพื่อน แต่ถ้ามันไม่มาหล่ะ ช่วงนี้น่าคิดนะ
 
ว่าจะมีวันนั้นทำไม เอาเวลามานั่งหางาน ทำงาน ดีกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งรอคนอื่น
 
คนที่เรากำหนดไม่ได้ พื้นฐานคนก็บงการตัวเอง เพราะอย่างนั้น เวลาคนบงการคนอื่นได้ถึงมีความสุขไง
 
คนว่างๆเนี้ย น่าคิดจิงๆ ...
 
 
ตอนนี้คุณไม่ว่าง ต่อไปผมก็คงไม่ว่างด้วย ผมจะไม่ทิ้งขว้างโอกาสอีกแล้ว ปัญหาคือมันจะมีอีกมั้ยโอกาส...
 
January 24

วันนี้ก็มาถึงจริงๆ

ทำความเข้าใจกันก่อน
 
ทุกครั้งที่เห็นผมอัพเดท นั่นหมายถึงผมมีปัญหาทางความคิดไม่สามารถปรึกษาใครได้ สเปซเป็นที่เดียวที่ผมระบายอะไรไปแล้วมันไม่ตอบโต้
และมีคนมาอ่าน บางคนรู้จักผมดีขึ้น บางคงเลิกคบผมไปบ้าง ช่างเมิง เข้ามาอ่านเองนิหว่า จะได้ดีได้ชั่วออกไปก็ตามสบายนะ โตแล้วตัดสินใจเอง
ผมก็กำลังดูตัวเองอยู่
 
วันนี้ก็มาถึง วันที่ได้คำตอบทุกอย่าง จากคำถามทั้งหมดที่เคยมีมา เริ่มที่ตัวเองก่อนที่จะไปมองคนอื่น
 
รอคนอื่นมาทั้งชีวิต แต่วันนี้รู้แล้วว่า โอกาสมันอยู่ที่ตัวเอง ยอมรับแล้วทำตามความคิดตัวเอง อย่าไปแคร์คนอื่น
 
 
ครั้งนึงในชีวิตเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อผู้หญิงคนนึง สุดท้ายก็ไม่เหลือเป้าหมายไม่เหลือผู้หญิง และเกือบไม่เหลือชีวิต
 
ครั้งนึงเคยคิดว่ามีเพื่อนรัก แล้ววันนึง เพื่อนก็สร้างปัญหาใหญ่มาก ปัญหาที่ไม่น่าจะมีเราเข้าไปเกี่ยวด้วยซ้ำ จนสุดท้ายมันก็นำมาซึ่ง Space นี้
 
และครั้งนึงเคยมีความสุขกับการเรียน กับการใช้ชีวิต จนในวันนึงมีความคิดว่า ถ้าแต่งงาน เราจะทำเช่นไร จะทำอย่างไงให้คู่เรามีความสุข
 
นำมาซึ่งเรื่องราวมากมายในช่วงเวลาหนึ่งปีกว่าๆที่ผ่านมา มันหนักกว่านั้นเมื่อเรานึกถึงคนนั้นออกมาเป็นตัวตนจริงๆและเทียบกับคนที่มีอยู่จริง
 
 
นั่นแหละปัญหาเพียงเล็กน้อยที่นำมาซึ่งปัญหาอีกเล็กน้อยที่ตามมา และก็นำมาซึ่งมุมมองที่เลวร้ายกับทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวตนของผม
 
จุดต่ำสุดของชีวิตในช่วงนี้คือสองสามเดือนที่ผ่านมา จุดต่ำสุดของชีวิตที่ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ ก็เพิ่งเรียนจบ นานหน่อยแต่ก็เพิ่งเรียนจบ
 
แล้วไง การเรียนก็เหมือนดักแด้ จบมาแล้วต่างหาก ที่ชีวิตจะถูกใช้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนเลือกหรือถูกหยิบยื่นด้วยคนอื่นก็ตาม
 
 
เดือนเดียวเปลี่ยนมาสามงานเคยเห็นป่ะหล่ะ แต่ผมปลอบใจตัวเองโดย เรียกมันว่าการฝึกงาน แต่จริงๆมันก็คืองานนั่นแหละ
 
คุณรู้มั้ยว่าปัญหาจริงๆมันไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน มันอยู๋ที่คน ครั้งแรกปัญหาอยู่ที่นายของผม ครั้งที่สองอยู่ที่ผมเอง ครั้งที่สามเกิดจาก HR งี่เง่า
 
ปัญหาจริงๆมันอยู่ที่ครั้งแรก เริ่มผิดที่ผิดเวลา กับคนผิดคน จบแบบเจ็บใจเล็กๆ แต่ไม่เจ็บตัวมาก ครั้งที่2-3 แทบไม่ต้องนับทำได้วันเดียว
 
ครั้งที่สองติดที่ตัวเองเพียวๆทุกอย่างดีหมด แต่ไม่สามารถทำให้ตัวเองทำได้
 
ครั้งที่สามนี่งี่เง่าจิงๆ เรียกสัมภาษณ์งาน 3 รอบ ตำแหน่ง ผู้ช่วยพ่อครัวนะครับ ไม่ช่าย ผู้จัการ จะเรียกบ้าอะไรสามรอบ ตลกไปละ
 
 
ผมบอกได้ว่าตอนนี้ความคิดหมดไปละ จะทำงานอะไรก็ยังไม่รู้ ไม่ใช้เลือกงาน แต่ไม่รู้จะเลือกอะไร แม่งยากกว่าที่คิด
 
เลยเลือกลงเรียนมั่วๆไปอีกสองสามครอส ฆ่าเวลา ที่สำคัญคนใกล้ๆตัว ผูที่อยากเห็นกูทำงานเหลือเกิน พอถามกลับไปแล้วอยากใหทำอะไรหล่ะ
 
กูไม่เห็นมีคนบอกกูได้สักคน บอกให้เลือกเอง ถามหน่อยนะว่าถ้าเลือกได้ กูจะถามพวกคุณทำมัยหล่ะคับ
 
 
 
อ้อบอกว่าเจอคำตอบ ยังไม่ได้บอกเลยว่าคำตอบเกิดจากอะไร และมันคืออะไร
 
เริ่มจากอันแรกเลย เพื่อนคนนึงบอกผมว่า เรายังไม่รู้จักกันดีพอนะ ประมาณว่าเธอรู้จักฉันแค่ด้านเดียว เราก็ยังไม่รู้จักเธอดีพอ
 
เพื่อนที่ผมคิดว่ามีความหมายคนนึงกับชีวิตพูดแบบนี้ออกมา มันหมายความว่าอย่างไงหรอ 8-9 ปี มันก็ครึ่งของความทรงจำในชีวิตที่มีอยู่แล้วนะ
 
เอางี้ดีกว่า ผมมีเพื่อนอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรก 10 กว่าปีมาละ แต่ไม่ค่อยได้เจอ กลุ่มนึงน้อยกง่านิดหน่อยแต่สนิทเลยแหละ คือนอกจากสองกลุ่มนี้กูก็ไม่มีแล้วแหละเพื่อนเนี้ย
 
แล้วดูท่าแล้ว ดูแววคงไม่มีอีกแล้วมั้งเพื่อนในวัยเรียนเนี้ย หมดจริงๆวุ้ย อีกเดือนถัดจากนี้คงเหลือแต่เพื่อนร่วมงานแล้วมั้ง ถ้าคุณนึกขึ้นได้มาเคลียซะดีๆ
 
ทุกวันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนพูดต้องการจะสื่ออะไร แต่ก็ขอบคุณ มันทำให้เพื่อนหลายคนหมดความหมายไปโดยปริยาย เพราะเพื่อนที่คิดว่าสนิทพูดงี้ เพื่อนที่เหลือก็จบหมด
 
ยิ่งได้มองตาเพื่อนแต่ละครั้ง เวลามันเปลี่ยนคนได้จริงๆหรอเนี้ย แฟนบอกเลิก ยังเจ็บไม่เท่ากับ เพื่อนบอกว่าไม่รู้จักกันดีเลย
 
ครั้งนึงเคยมีคนบอกผมว่า เขายังไม่กล้าบอกผมเลยว่า เขารู้จักผมดี แต่ผมก็ไม่เคยคาดคิดว่า คนๆเดียวกันจะพูดประโยคตรงข้ามกันออกมาแทน
 
เรายังไม่รู้จักกันดี โอ้ยปวดใจจริงๆ คิดแล้วมันก็แปลกๆ มันอาจเป็นคำพูดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็เป็นได้ ถึงงั้นผมก็ไม่คาดคิดอยู่ดี
 
 
อันที่สองเพื่อนอีกเช่นกัน เพื่อนไม่รักเท่าไหร่ เป็นพ่อครัวมีตำแหน่งสูงพอตัว ผมถามมันว่ามีสูตรอะไรให้มั้งป่ะ ขอมั้งดิ อยากได้
 
ต้องฟังคำตอบมันเอาแบบที่มันพูดแป๊ะๆเลย "เพื่อน กูพูดจริงๆนะ กูขายหว่ะ" "แพงด้วย" คำพูดผมแป๊ะๆในใจ "ไอ้สัด" "ชิบหาย"
 
ฟังมันพูดเสร็จแทบนอนไม่หลับ กูจะบ้าตาย ถ้ากูเป็นเชฟกูจะห่วงสูตรมากกว่าเพื่อนมั้ยเนี้ย ขอด่าฝากหน่อย ไอ้เหี้ย
 
ถ้าวันนึงในอนาคตผมได้เป็นเชฟ ผมสัญญาว่าคุณทุกคนจะได้เห็นสูตรอาหารจากผมแน่นอน(ถ้าได้เป็น)ไม่รู้มันจะหวงทำไม
 
ตายห่าแล้วจะเอาไปแดรกในนรกด้วยรึไง เมิงให้สูตรมาแล้วกูทำถวายพระไปให้ก็ได้ พูดมาได้ไม่คิด
 
อันนี้ผมก็ไม่รู้นะว่ามันตั้งใจจะสื่อเหมือนที่มันพูดหรือเปล่า แต่ที่รู้ๆคือจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้คุยกับมันอีกเลย ขอโทษ รับไม่ได้จริงๆ
 
 
 
จริงๆนอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมเฝ้าโทษคนอื่น ไม่เคยได้มองตัวเอง
 
 
ดูเหมือนว่าสองประโยคดูไม่มีอะรัย แต่ไอ้เพราะความไม่มีอะไรเนี้ยแหละที่เป็นปัญหากับผม มันเป็นคำพูดที่ไม่คิดอะดิ  มันเลยดูไม่มีอะไร คนฟังโดนเต็มๆ
 
แต่สองประโยคเนี้ย ยังไมได้เปลี่ยนอะไรในชีวิตผม ผมแค่เห็นคำตอบ ของคำถามเก่าๆ คำตอบคือผมแคร์คนอื่นมากเกินไปนั่นเอง โดยที่พวกเมิงไม่เคยแคร์กูเลยด้วยซ้ำ
 
ผมเก็บทุกคำมาคิด ส่วนพวกคุณไม่เคยคิดอะไรเลย ขอบคุณจริงๆที่เป็นเพื่อนกันมา ไม่ได้บอกว่าจะเลิกคบคุณ แต่จะบอกว่าความสำคัญของพวกคุณมันหมด
 
คุณคงไม่รู้ว่าคำพูดคนในบางเวลามันฆ่าคนได้ โดยไม่ต้องสัมผัสตรงๆ โชคดีของผม ที่มันพูดตอนที่ผมสับสนอยู่เลยคิดอะไรไม่ออก
 
 
เพื่อนอาจจะเป็นเหมือนหนอน พอพ้นช่วงดักแด้ ก็มีปีก คุณก็แค่บิน และอาจจะไม่กลับมายั่งต้นไม้ต้นเดิมอีกเลย ผมก็เช่นกัน ผมกำลังเลือกปีก
 
ผมก็อาจจะยังไม่พร้อมบิน แต่กระนั้นผมต้องบิน บินไปหาต้นไม้ที่จะเป็นของผม ต้นไม้ที่ผมจะพักพิง ไม่ต้องมีใครข้างเคียง มีเพียงตัวคนเดียว... นั่นแหละคือจุดเริ่มการบิน
 
คือการเห็นแก้ตัวไง ไม่ต้องมองคนอื่น ตัวกูของกู เมิงอยากพึ่งกูกูไม่สน กูอยากเพิ่งเมิงเมิงจะสนทำไม อ่านดูแล้วแย่เนอะ
 
มันมีความหมายดีจะตาย แค่ตัดคนอื่นทิ้งแล้วมองตัวเอง เริ่มต้นจากตัวเองก่อน คนอื่นอย่าหวังไปพึ่งมัน อย่าให้มันพึ่งด้วย
 
ปีกไม่แข็งพากันตายห่าหมด เอาตัวรอดก่อนเว้ย รอดแล้วถ้ากลับมาแล้วเมิงไม่ตาย เด๋วกูมาช่วย ถ้าไปไม่รอดก็ตายคนเดียว ก็เท่านั้น ไม่เห็นต้องลากกันไปตายหมด
 
เนี้ยแหละสิ่งที่ได้จากคำพูดที่เพื่อนให้มา จับใจมากๆเพื่อนรัก...
 

hippo | nil admirari | โลกกลมๆ ของ คนๆนึง

ปล่อยคนบ้าออกเดินทางก็จะกลับมาเป็นคนบ้าเช่นเดิม.....................